
แอปเปิล (Apple) ประสบความสำเร็จแล้วในการพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับทั้งเครื่องที่ถูกเจาะระบบ ซึ่งเจ้าของไม่รู้ตัว และเครื่องเจลเบรกที่เจ้าของตั้งใจทำไว้ ล่าสุดยื่นเรื่องขอรับสิทธิบัตรเทคโนโลยีวิธีการหลากหลายเพื่อการระบุตัวตน และการปิดการทำงานโปรแกรมที่ไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นความเคลื่อนไหวใหม่ล่าสุดที่แปลได้อีกนัยหนึ่งว่า ค่ายไอทีผลไม้กำลังหาทางตัดทางโตขบวนการเจลเบรก (jailbreak) หรือการ"แหกคุก"ที่สาวก iPhone และ iPad ทั่วโลกนิยมชมชอบ
"เจลเบรก" นั้นคือคำที่ใช้เรียกวิธีการดัดแปลงให้เครื่องไอโฟนและไอแพดสามารถติดตั้ง แอปพลิเคชันได้จากหลายแหล่งโดยไม่จำเป็นต้องผูกติดกับร้านแอปพลิเคชันและ แหล่งดาวน์โหลดคอนเทนต์ของแอปเปิลเท่านั้น แม้แอปเปิลจะยืนยันว่าการกำหนดให้ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ดาวน์โหลดโปรแกรมจาก แอปเปิลซึ่งมีทั้งฟรีและต้องซื้อนี้เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยเบื้องต้น แต่การกำหนดนี้ก็ทำให้แอปเปิลรับรายได้เข้ากระเป๋ามากมาย และตรงกันข้าม การแหกคุกในสินค้าฮิตตระกูลไอย่อมทำให้แอปเปิลสูญเสียรายได้จากการจำหน่าย คอนเทนต์และแอปพลิเคชันไปมหาศาล
ที่ผ่านมา แอปเปิลไม่สามารถดำเนินการทางกฎหมายใดๆได้เพราะรัฐบาลสหรัฐฯเปิดเสรีด้วยการ ตีความให้การเจลเบรกเป็นเรื่องไม่ผิดกฎหมาย โดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเพิ่งออกแถลงการณ์เมื่อกลางเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ว่าการดัดแปลงเครื่องเพื่อให้สามารถใช้โปรแกรมที่ถูกกฎหมายนั้นสามารถทำได้ อย่างถูกต้อง ทำให้การเจลเบรกเพื่อใช้โปรแกรมข้ามค่ายอย่าง Google Voice บน iPhone รวมถึงการปลดล็อกเครื่องเพื่อใช้บริการเครือข่ายอื่นนั้นไม่ใช่เรื่องผิด แม้แอปเปิลจะไม่ยินยอมก็ตาม
นอกจากการเจลเบรก รัฐบาลสหรัฐฯยังอนุญาตให้การปลดล็อค(Unlock) เป็นเรื่องถูกกฎหมาย โดยให้สิทธิประชาชนในการใช้แอปพลิเคชันเพื่อดัดแปลงโทรศัพท์ให้สามารถใช้ เครือข่ายข้อมูลอื่นได้
สิ่งที่แอปเปิลพอทำได้คือการประกาศยกเลิกการรับประกันในเครื่องที่ ถูกปลดล็อกและเจลเบรก โดยการยื่นขอจดสิทธิบัตรครั้งนี้คือความเคลื่อนไหวล่าสุดที่แสดงว่าแอปเปิล สามารถพัฒนาระบบและเทคโนโลยีที่ผู้ร่วมแก๊งค์เจลเบรกทั่วโลกหวั่นเกรงได้ สำเร็จ
รายงานระบุว่า สิทธิบัตรที่แอปเปิลเพิ่งขอขึ้นทะเบียนเป็นเจ้าของมีชื่อว่า "Systems and Methods for Identifying Unauthorized Users of an Electronic Device" โดยรวมแล้วเป็นเทคโนโลยีที่สามารถตรวจจับเครื่องที่ถูกดัดแปลงทั้งเจลเบรก และปลดล็อก (การปลดล็อกคือการดัดแปลงเครื่องเพื่อเปลี่ยนมาใช้บริการเครือข่ายจากโอ เปอเรเตอร์อื่นที่ไม่ใช่พันธมิตรแอปเปิล)
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
เทคนิคที่แอปเปิลจะใช้ในการตรวจสอบเครื่องจากระยะไกลนั้นมีหลายวิธี เช่น การสังเกตความผิดปกติของหน่วยความจำในเครื่อง เพราะในเครื่องที่มีโปรแกรมเจาะระบบทำงานอยู่ จะมีการใช้งานหน่วยความจำมากขึ้นเป็นพิเศษ เมื่อตรวจพบแล้ว แอปเปิลอาจแจ้งไปยังโอเปอเรเตอร์อย่าง AT&T เพื่อปิดกั้นบริการข้อมูลและเครือข่ายในไอโฟนหรือไอแพดเครื่องนั้นๆ ขณะเดียวกันก็สามารถปิดการทำงานของเครื่องโดยอัตโนมัติด้วย
นอกจากนี้ยังมีเทคนิกการตรวจจับสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ เช่น การเปรียบเทียบเสียงพูด เสียงจังหวะหัวใจ รวมถึงภาพถ่าย ระหว่างผู้ใช้ปัจจุบันกับผู้ใช้ที่ได้รับการลงทะเบียนอย่างถูกต้อง หากการเปรียบเทียบพบว่าข้อมูลต่างกันก็สามารถสรุปได้ว่าอุปกรณ์เครื่องนั้น ถูกเจาะระบบ ซึ่งทั้งหมดแอปเปิลระบุว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยปกป้องไอโฟนและไอแพดจากการ บุกรุก
ที่สำคัญ สิทธิบัตรเทคโนโลยีดังกล่าวยังมีเทคนิคที่ทำให้แอปเปิลสามารถสั่งลบข้อมูล สำคัญจากระยะไกล เช่น ข้อมูลบัตรเครดิต รหัสผ่านและชื่อผู้ใช้งาน ฯลฯ รวมถึงการสั่งการให้กล้องดิจิตอลในเครื่องทำงาน ถือเป็นความสามารถที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในกรณีเครื่องถูกขโมย หรือถูกแฮกโดยผู้ไม่ประสงค์ดี
ขณะเดียวกัน ทั้งหมดก็แสดงว่าแอปเปิลมีความสามารถในการดัดหลังผู้เจลเบรก ด้วยการปิดกั้นการทำงานในเครื่องจากระยะไกลได้ ความเป็นไปได้นี้ทำให้โลกไอทีฮือฮา แม้ว่าในทางปฏิบัติโอกาสที่จะเกิดเรื่องนี้ขึ้นนั้นน้อยเต็มที เพราะแอปเปิลอาจถูกฟ้องร้องและต่อต้านอย่างถล่มทลาย
การส่งเรื่องขอจดสิทธิบัตรนี้เริ่มขึ้นเมื่อกุมภาพันธ์ปี 2009 ก่อนจะถูกประกาศต่อสาธารณชนเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยประชาสัมพันธ์ของแอปเปิลยังไม่ออกมาให้ความเห็นถึงเสียงวิจารณ์ว่านี่คือ การ"ตัดไม้ข่มนาม"ผู้ที่เจลเบรกเครื่องทั่วโลก
http://manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9530000117735

News

